ทุกวันนี้ หากพูดถึงการปรับใช้ระบบบและเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการองค์กร ด้วย SI (System Integration) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อาจเกิดคำถามมากมายจนเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนารูปแบบการทำงานขององค์กรสู่ยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของ ‘ความไว้วางใจ’
เพื่อทลายกำแพง Workplace Transformation ริโก้ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นเบอร์หนึ่งด้าน SI (Smart Integration) ที่ไม่ใช่เพียงการปรับใช้ระบบเทคโนโลยีในองค์กร แต่สร้างการเชื่อมต่อระบบการทำงานในทุกมิติได้อย่างลื่นไหล ปกป้องข้อมูลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ จากประสบการณ์ในอุตสาหกรรมมากกว่า 80 ปี ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งองค์กรขนาดกลางและใหญ่กว่า 200 ประเทศทั่วโลก เป็นจำนวนมากกว่า 1.4 ล้านองค์กร เน้นย้ำความเชี่ยวชาญในระดับสากล
พร้อมนำทัพองค์กรทุกระดับเข้าสู่ยุค Next Normal ที่ต้องเปลี่ยนระบบอย่างครบวงจร ครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการก้าวข้ามสู่การเป็น Future Workplace ไม่ว่าจะเป็น
1. เชื่อมต่อการทำงานแบบดิจิทัล ซัพพอร์ทการทำงานจากทุกสถานที่แบบ Hybrid Workplace
2. ปรับการทำงาน วางระบบใหม่ด้วยเทคโนโลยีแบบอัตโนมัติอย่าง Process Automation
3. เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน ผ่านระบบไอทีที่แข็งแรงและความปลอดภัยกับ Cloud & IT Infrastructure
4. ลดความเสี่ยง ป้องกันอันตรายจากไซเบอร์ให้รับมือทุกสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันทีด้วย Cybersecurity
เน้นย้ำการสื่อสารผ่านคุณค่ากว่า 12 ด้าน เพื่อให้มั่นใจสามารถตอบโจทย์องค์กรในการก้าวข้ามการทำงานรูปแบบทั่วไป เป็นการคว้าโอกาสจากการปรับใช้แนวโน้มเทรนด์การทำงานจากอนาคต มายกระดับประสิทธิภาพการทำงานในองค์กร
ในฐานะองค์กรชั้นนำที่สนับสนุนการพัฒนาด้าน Digital Workplace ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จํากัด มีภารกิจสำคัญยิ่งในการช่วยเผยแพร่องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์เพื่อคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ให้องค์กรสามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง จึงได้นำเสนอข้อมูลสถิติที่น่าสนใจ โดยรวบรวมเอา “สัญญาณอันตราย ถ้าออฟฟิศของคุณยังไม่ Smart” เพื่อชี้ให้เห็นถึงเทรนด์และผลการสำรวจที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปตั้งคำถามกับองค์กรของท่าน ว่าพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในยุค Next Normal แล้วหรือยัง หรือจะยอมก้มหน้ายอมรับกระแสการเปลี่ยนโดยที่ยังไม่ทันได้เตรียมการและตั้งตัว
จากสถิติเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา Microsoft ได้เผยแพร่รายงานประจำปี “Annual Work Trend Index Report” ซึ่งได้ให้ข้อมูลเชิงลึกโดยละเอียดเกี่ยวกับแนวโน้มหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ สถานที่ทำงานและออฟฟิศอัจฉริยะ (Smart Workplace) และมีข้อมูลที่น่าสนใจตอนหนึ่งว่า กว่า 41% ของพนักงานกำลังพิจารณาย้ายงานหรือออกจากงาน หากพวกเขาไม่ได้ทำงานในสถานที่ทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid Workplace) และกว่า 46% บอกว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะย้ายออกจากงาน เพราะตอนนี้พวกเขาสามารถทำงานจากระยะไกลได้แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณสะท้อนว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็นแบบ Hybrid Workplace เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลอย่างยิ่งต่อพนักงานว่าจะอยู่ในองค์กรนั้น ๆ ต่อไปหรือไม่ หากเเต่การเป็นปรับรูปแบบเป็น Hybrid Workplace นั้นมีข้อน่ากังวลใจสำหรับนายจ้างอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการตั้งข้อสงสัยว่าจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงหรือไม่
จากผลการสำรวจปีเดียวกันพบว่า 66% ของผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กร ต่างกำลังพิจารณาการออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานแบบใหม่เพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริดได้ดียิ่งขึ้น โดยยังมีแนวคิดให้ออฟฟิศเป็นศูนย์กลางเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างโลกทางกายภาพและโลกดิจิทัล เชื่อมโยงความต้องการของทีม และเป็นเสมือนเชื้อเพลิงสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสำหรับพนักงานที่ยังต้องการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ต้องการการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน และต้องการทำงานร่วมกันในงานบางรูปแบบที่การ Work from Home อาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้
จะเห็นได้ว่าการทำงานทั้งในรูปแบบ Work from Home และ Work from Office ต่างก็มีความจำเป็นและข้อเสียที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าการออกแบบสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานทั้งสองรูปแบบต้องอาศัยความเข้าใจบริบทของคนทั้งสองกลุ่ม และจัดสรรสภาพแวดล้อมที่สามารถเชื่อมโยงทั้งสองโลกได้แบบไร้รอยต่อ รวมทั้งต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในงานทำงานมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีที่สามารถแปลงกระบวนการทำงานให้เป็นรูปแบบดิจิทัล อาทิ ระบบ Smart Solution ซึ่งควบคุมกระบวนการแบบ Result-oriented โฟกัสที่ผลลัพธ์ของงาน ระบบ Smart Integration เชื่อมต่อระบบคลาวด์ ปลอดภัย ใช้งานง่ายแม้อยู่นอกออฟฟิศ ระบบ Enterprise Content Management Solutions (ECM) เพื่อสามารถเข้าถึงทุกไฟล์งานจัดการเอกสารได้ไวกว่าเดิม หรือระบบ Data Center & Network ซึ่งช่วยจัดการระบบ Data Center ระบบคลาวด์ และระบบเครือข่าย ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ซึ่งระบบเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรสามารถออกแบบรูปแบบการทำงานเพื่อตอบโจทย์คนทั้งสองกลุ่ม และสร้างความมั่นใจให้กับนายจ้างในการควบคุมและติดตามประสิทธิภาพการทำงานได้ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้ริโก้มีบริการที่สามารถเข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน อีกทั้งยังมีบริการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ ทำให้ทุกท่านสามารถลดเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายใต้ยุค Hybrid Workplace ได้เป็นอย่างดี
เพื่อให้องค์กรสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน Workplace Transformation กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการทำงานและดึงศักยภาพคนในองค์กรออกมาได้ โดยเฉพาะการสร้างการเชื่อมโยงที่ผู้บริหารระดับนโยบายเป็น Generation Baby Boomer และ Generation X กับผู้บริหารระดับกลางหรือผู้จัดการ Generation Y จะสามารถาผลักดันและทำงานร่วมกันให้เกิดการเติบโตกับ บุคลากร ที่จะนำพา ธุริกจไปสู่อนาคตใน Generation อื่น ๆ ต่อไป
ความท้าทายเหล่านี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ยังมีอีกหลายความท้าทายในยุคต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่คนรุ่นใหม่อย่างแรงงานใน Generation Z ซึ่งจะกลายมาเป็นกลุ่มแรงงานสำคัญในอนาคตที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งทราบกันดีว่าสไตล์การทำงานของรุ่นนี้อาจไม่เหมือนในรุ่นก่อนอีกต่อไป แล้วการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานรวมทั้งการออกแบบวัฒนธรรมขององค์กรแบบไหน จึงจะสามารถตอบโจทย์คนในทุก Generation และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เราจะสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจอย่างไร ให้สามารถกลายเป็น “Future of Workplace” รวมทั้งใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานในรูปแบบต่าง ๆ ได้ โจทย์เหล่านี้สามารถเริ่มต้นตอบได้ง่าย ๆ ผ่าน “Ricoh Smart Workplace Efficiency Quiz & Checklists” ชุดคำถามที่รวบรวมเอาปัญหาต่าง ๆ มาให้ท่านได้ประเมินความพร้อมว่าออฟฟิศของท่านตอนนี้อยู่ในเกณฑ์ Emergency แล้วหรือยัง ด้วยการวัดระดับความอัจฉริยะทั้ง 15 ด้านภายในออฟฟิศของคุณได้ที่ https://tecworld.typeform.com/to/Nq7OZqG0 โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้องค์กรของท่านได้ตรวจสอบความพร้อมสู่การเป็น Future Workplace อีกทั้งยังสามารถเลือกสรรบริการต่าง ๆ จากทางริโก้ซึ่งไม่ได้มีดีแค่เพียงบริการเกี่ยวกับระบบพิมพ์เท่านั้น แต่ยังมีความเชี่ยวชาญในการเป็น Smart System Integrator (SI) ผ่านประสบการณ์มากกว่า 80 ปี ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั้งองค์กรขนาดกลางและใหญ่กว่า 200 ประเทศทั่วโลก เป็นจำนวนมากกว่า 1.4 ล้านองค์กร ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญและนักพัฒนาดูแลให้คำปรึกษาและออกแบบระบบให้กับองค์กรทุกระดับ เพื่อช่วยตอบโจทย์การทำงานยุคนี้ได้อย่างมืออาชีพ ทำให้ท่านสามารถมีเวลา Focus on Forward สู่เป้าหมายองค์กรที่ตั้งไว้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
เดินหน้าสู่ยุค Next Normal กับริโก้ประเทศไทย เบอร์หนึ่งด้าน SI คุณภาพระดับสากล
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
- TeC Marketing ออฟไลน์
- โพสต์: 1
- ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร 09 ส.ค. 2022 1:13 pm
เดินหน้าสู่ยุค Next Normal กับริโก้ประเทศไทย เบอร์หนึ่งด้าน SI คุณภาพระดับสากล
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
- เอเซอร์เปิดตัว TravelMate P6 14 AI เบาไม่ถึง 1 กก. พร้อมพีซีอัจฉริยะเพื่อออฟฟิศยุคใหม่ (623 views)
- COLORFUL เปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง iGame M15 และ M16 Origo รุ่นใหม่ในงาน COMPUTEX 2026 (442 views)
- เอเซอร์เปิดไลน์อัป Copilot+ PC ปี 2026 แท็กทีม Swift และ Aspire ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ (353 views)
- COLORFUL เปิดตัวโชว์รูมประสบการณ์ 4 โซนสำหรับงาน COMPUTEX 2026 (918 views)
- COLORFUL เปิดตัวเมนบอร์ด Micro-ATX ซีรีส์ iGame B850M ULTRA (4194 views)
- COLORFUL เปิดตัวเมนบอร์ด BATTLE-AX B860M และ B760M รุ่นใหม่ รองรับ Wi-Fi 7 และซีพียูเจเนอเรชันถัดไป (2670 views)
- Sandisk ยกระดับไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำ เปิดตัว CFexpress 4.0 Type B และ SD Card V90/V60 รุ่นใหม่ในงาน NAB 2026 (1511 views)
- Kioxia เปิดตัว SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ที่ใช้เทคโนโลยี QLC ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับ PC OEM (1501 views)
