ผลการศึกษาไอซ่าเผยพืชเทคโนชีวภาพสร้างประโยชน์-เติบโตต่อเนื่องในปี 2557 ชี้พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นถึง 6 ล้านเฮกตาร์ทั่วโลก
ปักกิ่ง, จีน--(บิสิเนส ไวร์)--28 ม.ค. 2558
การอนุมัติการปลูกมะเขือม่วงและมันฝรั่งช่วยรับมือกับกระแสวิตกจากผู้บริโภค
รายงานซึ่งเผยแพร่ในวันนี้โดยองค์การไอซ่า (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) ระบุว่า การเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 181.5 ล้านเฮกตาร์ทั่วโลกในปี 2557 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2556 กว่า 6 ล้านเฮกตาร์ โดยบังกลาเทศเป็นประเทศล่าสุดที่ได้เริ่มเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพ ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมามีประเทศที่ดำเนินการเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพทั้งสิ้น 28 ประเทศ แยกเป็นประเทศกำลังพัฒนา 20 ประเทศ และประเทศอุตสาหกรรมอีก 8 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของจำนวนประชากรโลก
“พื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพรวมกันตั้งแต่ปี 2539-2557 นั้นกินบริเวณมากกว่า 80% ของผืนดินทั้งหมดของจีน” ไคลฟ์ เจมส์ ผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่า และผู้เขียนรายงาน กล่าว “พื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพทั่วโลกได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่านับตั้งแต่วันเริ่มแรก”
นับตั้งแต่ปี 2539 พืชเทคโนชีวภาพที่ปลูกเพื่อเป็นอาหารและผลิตเส้นใยกว่า 10 ประเภทได้รับการอนุมัติและมีการซื้อขายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์หลักอย่างข้าวโพด ถั่วเหลือง และฝ้าย ไปจนถึงผักผลไม้อย่างมะละกอ มะเขือม่วง และล่าสุดได้แก่มันฝรั่ง โดยพืชเหล่านี้มีคุณสมบัติที่ช่วยจัดการกับปัญหาที่พบได้ทั่วไปซึ่งส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคและอัตราการผลิตของเกษตรกร เช่น คุณสมบัติในการต้านทานภัยแล้ง แมลง และโรคพืช อีกทั้งทนต่อยาฆ่าพืช และยังมีโภชนาการและคุณภาพมากขึ้นอีกด้วย การเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพนั้นก่อให้เกิดระบบการเพาะปลูกที่มีความยั่งยืนกว่า และยังสามารถตอบสนองได้อย่างยืดหยุ่นต่อปัญหาท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
รายงานดังกล่าวระบุว่า สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพมากที่สุดถึง 73.1 ล้านเฮกตาร์ เพิ่มขึ้น 3 ล้านเฮกตาร์จากปี 2556 หรือคิดเป็นอัตราการขยายตัวที่ 4% ซึ่งขยายตัวมากที่สุดเทียบรายปี แซงหน้าบราซิล ที่ครองสถิติขยายตัวสูงสุดเทียบรายปีในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ รายงานยังเน้นถึงผลประโยชน์สำคัญที่ได้รับจากเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งรวมถึงการบรรเทาความยากจนและความหิวโหย ด้วยการส่งเสริมรายได้ของกลุ่มเกษตรกรทั่วโลกที่ขาดแคลนทรัพยากร โดยข้อมูลล่าสุดที่ทำการศึกษาในช่วงปี 2539-2556 แสดงให้เห็นว่าพืชเทคโนชีวภาพได้เพิ่มมูลค่าการผลิตเป็น 1.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มีการใช้ยาฆ่าแมลงลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปี 2539-2555 ซึ่งช่วยลดการใช้สารออกฤทธิ์ได้ราว 500 ล้านกิโลกรัม และในปี 2556 เพียงปีเดียว การเพาะปลูกพืชช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ารถยนต์ถึง 12.4 ล้านคัน
ผลการค้นพบดังกล่าวสอดคล้องกับการวิเคราะห์อภิมานของสองนักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันอย่าง Klumper และ Qaim (ปี 2557) ซึ่งได้สรุปไว้ว่า เทคโนโลยีดัดแปลงพันธุกรรมช่วยลดการใช้สารฆ่าแมลงเฉลี่ย 37% ช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ย 22% และยังเพิ่มกำไรให้กับเกษตรกรเฉลี่ยถึง 68% ในช่วง 20 ปีนับตั้งแต่ปี 2538-2557
บังกลาเทศ: ต้นแบบความสำเร็จ
บังกลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีขนาดเล็กที่สุดและยากจนที่สุดในโลก ได้อนุมัติโครงการเพาะปลูกมะเขือม่วงบีที (Bt brinjal)ในเดือนตุลาคม 2556 และหลังจากนั้นไม่ถึง 100 วันก็เริ่มมีการวางตลาดในเดือนมกราคม 2557 ซึ่งตลอดทั้งปีนั้น พบว่าเกษตรกรจำนวน 120 รายได้ทำการเพาะปลูกบนพื้นที่ 12 เฮกตาร์ การปลูกมะเขือม่วงบีทีไม่เพียงนำโอกาสทางการเงินมาให้เกษตรกรยากจนในประเทศเท่านั้น แต่ยังลดจำนวนเกษตรกรที่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชในการเพาะปลูกลงได้อย่างมากถึง 70-90%
“การอนุมัติการเพาะปลูกและจำหน่ายมะเขือม่วงบีทีในบังกลาเทศนั้นแสดงให้เห็นพลังของเจตจำนงทางการเมือง และการสนับสนุนจากรัฐบาล” เจมส์กล่าว “นี่คือการวางรากฐานต้นแบบแห่งความสำเร็จสำหรับประเทศขนาดเล็กและยากจนอื่นๆ ในการสร้างประโยชน์จากการเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพอย่างรวดเร็ว”
กรณีของบังกลาเทศในปี 2557 ได้เน้นย้ำถึงคุณค่าและความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยบริษัท Mahyco ของอินเดียเป็นผู้สนับสนุนสายพันธุ์มะเขือม่วงบีที ซึ่งเป็นผักชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุดและสำคัญที่สุดในบังกลาเทศ
“ความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนยังคงเพิ่มความเป็นไปได้ที่ฟาร์มต่างๆจะสามารถเพาะปลูกและส่งมอบพืชเทคโนชีวภาพที่ผ่านการอนุมัติแล้วออกสู่ท้องตลาดได้ในเวลาที่เหมาะสม” เจมส์กล่าว “ความร่วมมือเหล่านี้จะยังคงมีความสำคัญในช่วงหลายปีนี้”
โครงการ Water Efficient Maize for Africa (WEMA) คืออีกหนึ่งตัวอย่างความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน โครงการดังกล่าวจะเริ่มต้นในปี 2560 โดยประเทศแถบแอฟริกาบางประเทศจะได้รับข้าวโพดเทคโนชีวภาพทนแล้งพันธุ์แรก ทั้งนี้ ข้าวโพดเป็นอาหารหลักของชาวแอฟริกันยากจนกว่า 300 ล้านคน พันธุ์ข้าวโพดเทคโนชีวภาพที่มอบให้แก่เกษตรกรในแอฟริกานั้นเป็นพันธุ์เดียวกับข้าวโพด DroughtGard(TM) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการเพาะปลูกเพิ่มขึ้นถึง 5.5 เท่าในระหว่างปี 2556-2557 อันแสดงให้เห็นถึงการยอมรับของเกษตรกรที่มีต่อพันธุ์ข้าวโพดทนแล้งนี้ได้เป็นอย่างดี
การอนุมัติครั้งใหม่ช่วยแก้ไขความวิตกของผู้บริโภค
ในประเทศสหรัฐอเมริกา มันฝรั่งสายพันธุ์ Innate(TM) ได้รับการอนุมัติให้เพาะปลูกในเดือนพฤศจิกายน 2557 มันฝรั่งสายพันธุ์ Innate จะช่วยลดการผลิตสารอะคริลาไมด์ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง เมื่อนำมันฝรั่งไปทำอาหารด้วยความร้อนสูง นอกจากนี้ มันฝรั่งสายพันธุ์ดังกล่าวยังช่วยเพิ่มความพึงพอใจให้ผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็สามารถลดการสูญเสียผลผลิตได้มากกว่า 40% เนื่องจากมันฝรั่งจะไม่เปลี่ยนสีเมื่อปอกเปลือกแล้วและมีรอยช้ำไม่มากนัก คุณสมบัติเหล่านี้มีผลต่อความปลอดภัยของอาหาร เนื่องจากการสูญเสียอาหารอย่างเปล่าประโยชน์คือปัจจัยที่สำคัญในการอภิปรายเกี่ยวกับการเลี้ยงประชากร 9.6 พันล้านคนในปี 2593 และประมาณ 1.1 หมื่นล้านคนในปี 2643
มันฝรั่งเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญที่สุดเป็นอันดับ 4 ในโลก ด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะพัฒนาสายพันธุ์มันฝรั่ง และต่อสู้กับการสูญเสียผลผลิต อันเนื่องมาจากโรค แมลง วัชพืช และข้อจำกัดอื่นๆ
การควบคุมโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง ซึ่งเป็นโรคราในพืชที่สำคัญที่สุดของมันฝรั่งทั่วโลก ได้รับการทดสอบภาคสนามแล้วในบังกลาเทศ อินเดีย และอินโดนีเซีย โรคใบไหม้เป็นสาเหตุของภาวะขาดแคลนอาหารในไอร์แลนด์เมื่อปี 2388 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ล้านคน การควบคุมโรคไวรัสของพืชเทคโนชีวภาพ และด้วงโคโลราโด ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญที่สุด สามารถใช้การได้แล้ว แต่ยังไม่ได้มีการนำไปใช้จริง
รายงานสถานการณ์พืชดัดแปลงพันธุกรรมในเอเชีย
ในภูมิภาคเอเชีย จีน และอินเดียยังคงเป็นผู้นำในการเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยมีการเพาะปลูกบนพื้นที่ 3.9 ล้านเฮกตาร์ และ 11.6 ล้านเฮกตาร์ตามลำดับ ในปี 2557
อัตราการใช้ฝ้ายเทคโนชีวภาพในจีนเพิ่มขึ้นจาก 90% เป็น 93% ในปี 2557 ขณะเดียวกันมีการปลูกมะละกอต้านเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้นประมาณ 50% เกษตรกรรายย่อยกว่า 7 ล้านรายในจีนยังคงได้รับประโยชน์จากพืชเทคโนชีวภาพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดยังบ่งชี้ว่า ตั้งแต่มีการผลิตพืชเทคโนชีวภาพขึ้นมาในปี 2539 จีนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 1.62 หมื่นล้านดอลลาร์
จากรายงานข้างต้น อินเดียมีการเพาะปลูกฝ้ายพันธุ์บีที (Bt Cotton) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ บนพื้นที่ราว 11.6 ล้านเฮกตาร์ และมีอัตราการนำพืชผลมาใช้ 95% นายบรูเคส (Brookes ) และบาร์ฟุต (Barfoot ) นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ เคยคาดการณ์ไว้ว่า อินเดียจะเพิ่มรายได้ทางการเกษตรจากฝ้ายบีทีได้ถึง 2.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2556 เพียงปีเดียวเท่านั้น
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอย่าง เวียดนาม และอินโดนีเซีย ต่างก็ยอมรับผลการอนุมัติการนำพืชเทคโนชีวภาพมาใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะเริ่มในช่วงต้นปีนี้ โดยรวมถึงข้าวโพดเทคโนชีวภาพหลากหลายสายพันธุ์ เพื่อการนำเข้าและเพาะปลูกในเวียดนาม และอ้อยที่ทนต่อสภาพอากาศในหน้าแล้งเพื่อการเพาะปลูกเป็นอาหารในอินโดนีเซีย
การปลูกพืชเทคโนชีวภาพขยายตัวอย่างต่อเนื่องในแอฟริกา และละตินอเมริกา
แอฟริกาใต้ติดอันดับ 1 ด้านการเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคแอฟริกา โดยมีพื้นที่เพาะปลูกในปี 2557 รวมทั้งสิ้น 2.7 ล้านเฮกตาร์ ขณะที่ซูดานได้เพิ่มปริมาณการเพาะปลูกฝ้ายบีทีขึ้นประมาณ 50% ในปี 2557 และหลายประเทศในแอฟริกา อาทิ แคเมอรูน, อียิปต์, กานา, เคนยา, มาลาวี, ไนจีเรีย และยูกันดา ต่างดำเนินการทดลองการปลูกพืชที่มีมูลค่าต่ำหลากหลายประเภท ได้แก่ ข้าว, ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ข้าวฟ่าง, กล้วย, มันสำปะหลัง และมันเทศ เป็นต้น พันธุ์พืชเหล่านี้สามารถต้านทานโรคได้ และให้ผลผลิตคงที่ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหม่
ในภูมิภาคละตินอเมริกานั้น บราซิลเป็นประเทศที่เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพได้มากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐ ในปี 2557 โดยบราซิลมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 42.2 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5% จากปี 2556
พืชเทคโนชีวภาพมีผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร ความยั่งยืน และสภาพแวดล้อม
ในระหว่างปี 2539 - 2556 พืชเทคโนชีภาพได้เพิ่มมูลค่าผลผลิตเป็น 1.33 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยบรรเทาความยากจนของเกษตรกรรายเล็กและครอบครัวได้มากถึง 16.5 ล้านราย หรือกว่า 65 ล้านราย โดยบางรายอยู่ในกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดในโลก และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของอาหารและการผลิตเส้นใย ด้วยการลดปริมาณการใช้ยาฆ่าแมลงลง เพิ่มที่ดินสำหรับใช้ประโยชน์อย่างอื่น และลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ CO2
บรู้คส์ และ บาร์ฟุต เปิดเผยว่า หากไม่มีการผลิตอาหาร อาหารปศุสัตว์ และเส้นใยเพิ่มขึ้น 441 ล้านตันในระหว่างปี 2539 - 2556 ก็จะใช้พื้นที่เพาะปลูกพืชธรรมดาเพิ่มขึ้น 132 ล้านเฮคตาร์เพื่อให้ได้ผลผลิตในจำนวนเท่ากัน พื้นที่ที่ต้องใช้เพิ่มนี้อาจจะมีผลกระทบในเชิงลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสภาพแวดล้อมอันเนื่องมาจากความจำเป็นที่ต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น
ข้อมูลตัวเลข
- สหรัฐยังรั้งตำแหน่งประเทศผู้นำ ด้วยพื้นที่การเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพจำนวน 73.1 ล้านเฮคตาร์ เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบปีต่อปี หรือเท่ากับ 3 ล้านเฮคตาร์
- บราซิลมีพื้นที่เพาะปลูกเป็นอันดับที่สองเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน โดยมีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านเฮคตาร์จากปี 2556
- อินเดียและแคนาดามีพื้นที่เพาะปลูกเท่ากันที่ 11.6 ล้านเฮคตาร์ อินเดียมีอัตราการนำฝ้ายเทคโนชีวภาพไปใช้ 95% ในขณะที่พื้นที่การเพาะปลูกคาโนลาและถั่วเหลืองได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแคนาดา
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือสรุปสำหรับผู้บริหารได้ที่ www.isaaa.org
เกี่ยวกับองค์การไอซ่า
องค์การไอซ่า (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร โดยมีเครือข่ายศูนย์กลางนานาชาติสำหรับแบ่งปันความรู้และการใช้พืชเทคโนชีวภาพเพื่อช่วยบรรเทาความหิวโหยและความยากจน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไคลฟ์ เจมส์ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่า ได้ใช้ชีวิตและ/หรือทำงานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา โดยอุทิศตนให้กับงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร ซึ่งมุ่งเน้นไปที่พืชเทคโนชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก
ติดต่อ:
ตัวแทนองค์การไอซ่า
มอลลี ลาสโทวิกา (Mollie Lastovica)
โทร: 713-513-9524
อีเมล: mollie.lastovica@fleishman.com
ผลการศึกษาไอซ่าเผยพืชเทคโนชีวภาพสร้างประโยชน์-เติบโตต่อเนื่องในปี 2557
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
ผลการศึกษาไอซ่าเผยพืชเทคโนชีวภาพสร้างประโยชน์-เติบโตต่อเนื่องในปี 2557
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
- เอเซอร์เปิดตัว TravelMate P6 14 AI เบาไม่ถึง 1 กก. พร้อมพีซีอัจฉริยะเพื่อออฟฟิศยุคใหม่ (513 views)
- COLORFUL เปิดตัวโน้ตบุ๊กเกมมิ่ง iGame M15 และ M16 Origo รุ่นใหม่ในงาน COMPUTEX 2026 (373 views)
- เอเซอร์เปิดไลน์อัป Copilot+ PC ปี 2026 แท็กทีม Swift และ Aspire ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ (287 views)
- COLORFUL เปิดตัวโชว์รูมประสบการณ์ 4 โซนสำหรับงาน COMPUTEX 2026 (862 views)
- COLORFUL เปิดตัวเมนบอร์ด Micro-ATX ซีรีส์ iGame B850M ULTRA (4142 views)
- COLORFUL เปิดตัวเมนบอร์ด BATTLE-AX B860M และ B760M รุ่นใหม่ รองรับ Wi-Fi 7 และซีพียูเจเนอเรชันถัดไป (2622 views)
- Sandisk ยกระดับไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำ เปิดตัว CFexpress 4.0 Type B และ SD Card V90/V60 รุ่นใหม่ในงาน NAB 2026 (1462 views)
- Kioxia เปิดตัว SSD ซีรีส์ EG7 ของ KIOXIA ที่ใช้เทคโนโลยี QLC ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับ PC OEM (1452 views)
