Vertiv ระบุ 4 Edge Archetypes หลัก พร้อมข้อกำหนดด้านเทคโนโลยี
Technology News ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์
- prreporter ออฟไลน์
- โพสต์: 159
- ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ 03 ก.ค. 2011 4:08 pm
Vertiv ระบุ 4 Edge Archetypes หลัก พร้อมข้อกำหนดด้านเทคโนโลยี
เวอร์ทีฟ (Vertiv™) เผยงานวิจัย Defining Four Edge Archetypes และ Technology Requirements ที่ทำการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์การใช้งานจากทั่วโลกของเน็ตเวิร์กเอดจ์ (network edge) หรือขอบของเครือข่าย ซึ่งสามารถสรุปรูปแบบการใช้งานเครือข่ายเอดจ์ได้ 4 แบบหลักๆ พร้อมเทคโนโลยีที่จำเป็นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงาน
ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายเอดจ์ของเวอร์ทีฟ ร่วมกับ บริษัทที่ปรึกษาจากหน่วยงานอิสระ ร่วมกันคัดเลือกโครงการการใช้งาน network edge จากทั่วโลกมากกว่า 100 รายการ โดยแบ่งกล่มการวิเคราะห์ออกเป็น 24 หัวข้อ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคปลายทางมากที่สุด สอดคล้องกับการเติบโตที่ตั้งไว้ และผลกระทบที่สำคัญของการทำงานและการเงิน
การวิจัย ยังศึกษาถึงปริมาณความต้องการงานของชุดข้อมูลศูนย์กลางสำหรับการใช้งานเครือข่ายเอดจ์ของแต่ละเคส และข้อกำหนดที่จำเป็นด้านศักยภาพ ความพร้อมใช้งานและความปลอดภัย โดยจะวิเคราะห์เฉพาะเจาะจงด้านสมรรถนะของการทำงาน รวมถึงเวลาในการใช้งาน ความพร้อม ความยืดหยุ่นและความปลอดภัย เช่น ความเข้มงวดของการเข้ารหัส การพิสูจน์อัตลักษณ์และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขณะเดียวกันยังวิเคราะห์ถึงความพร้อมที่ผสานกับแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่หรือใช้อยู่เดิม รวมทั้งการทำงานเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ โดยพิจารณาจากจำนวนตำแหน่งที่ตั้งเครือข่ายเอดจ์ในเครือข่ายที่กำหนด
มร. แกรี่ นีเดอร์เพิม หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาของเวอร์ทีฟ กล่าวว่า "เป้าหมายหลักในการวิเคราะห์ครั้งนี้เพื่อช่วยให้หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลเครือข่ายเอดจ์ของดาต้าเซ็นเตอร์และฮับข้อมูลได้เข้าใจถึงความต้องการของระบบนิเวศดิจิตอล โดยการระบุลักษณะเฉพาะและความต้องการใช้งานเครือข่ายเอดจ์ระดับสูงลงในการศึกษา เปรียบเทียบหาความคล้ายคลึงกันอันจะส่งผลให้ได้ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ประโยชน์มากที่สุด"
การวิจัยระบุ 4 รูปแบบหลัก – 4 Archetypes ดังนี้:
- Data Intensive - หมายรวมถึงการใช้งานที่ข้อมูลไม่สามารถส่งผ่านหรือส่งผ่านอย่างไม่มีประสิทธิภาพจากเครือข่ายโดยตรงไปยังระบบคลาวด์หรือจากระบบคลาวด์ไปจนยังถึงจุดใช้งานได้ เนื่องมาจากปัญหาของปริมาณของข้อมูล ค่าใช้จ่าย หรือแบนด์วิธ ซึ่งจะเป็นกรณีตัวอย่างเช่น สมาร์ทซิตี้ (Smart Cities) สมาร์ทแฟคตอรี่ (Smart Factories) สมาร์ทโฮม/บิวดิ้ง (Smart Homes/Building) การส่งคอนเทนต์ความละเอียดสูง การประมวลผลขั้นสูง การเชื่อมต่อแบบจำกัด การใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (virtual reality - VR) และระบบข้อมูลดิจิทอลในอุตสากรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตัวอย่างผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น Amazon และ Netflix ที่ต้องจับมือกับผู้ให้บริการโคโลเคชั่น เพื่อขยายเครือข่ายการส่งมอบคอนเทนต์ความละเอียดสูงในลักษณะสตรีมมิ่งวิดีโอไปยังผู้บริโภคเพื่อลดต้นทุนและคุณภาพการบริการที่ไม่สะดุด
- Human-Latency Sensitive – หมายรวมถึงการใช้งานที่ให้บริการผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งหลักสำคัญอยู่ที่สปีดความเร็วนั่นเอง การส่งข้อมูลที่ล่าช้าสะดุด ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์จากเทคโนโลยีของผู้ใช้ ย่อมส่งผลต่อยอดขายและกำไร ในส่วนนี้ครอบคลุมการสร้างการแข่งขันในสมาร์ทรีเทลเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) การสร้างประโยชน์สูงสุดจากเว็บไซต์ และการแปลงภาษาธรรมชาติ
- Machine-to-Machine Latency Sensitive – สปีดความเร็ว ที่เป็นตัวผู้กำหนดคุณลักษณะหลัก ครอบคลุมตลาดการเก็งกำไรและความเสียงด้านกำไร โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือสมาร์ทกริด (Smart Grid) สมาร์ท ซีเคียวริตี้ (smart security) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ การส่งคอนเทนต์ที่สะดุดน้อยที่สุด และการสร้างระบบปกป้อง เนื่องจากอุปกรณ์สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ การประมวลผลและส่งข้อมูลช้าย่อมส่งผลกระทบสูงกว่า Human-Latency Archetype ตัวอย่างเช่น ความล่าช้าของข้อมูลในสินค้าโภคภัณฑ์ และการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ราคาผันผวนในเศษเสี้ยวของวินาที อาจทำให้ผลกำไรกลายเป็นขาดทุนได้
- Life Critical - หมายรวมถึงการใช้งานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ ดังนั้น สปีดความเร็ว และความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด กรณีนี้รวมถึงการประมวลข้อมูลในระบบขนส่งอัจฉริยะ ระบบสุขภาพดิจิตอล รถยนต์อัจฉริยะไร้คนขับ (Connected/Autonomous Cars) หุ่นยนต์อัตโนมัติ และอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Drone) สำหรับยานยนต์ไร้คนขับต้องมีข้อมูลที่อัพเดทเสมอแม่นยำเพื่อทำงานได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ที่นำมาใช้สำหรับอีคอมเมิร์ซและการจัดส่งพัสดุภัณฑ์
“ในภูมิภาคเอเชีย องค์กรต่างๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเอดจ์ คอมพิวติ้ง ทุกประเทศในภูมิภาคขับเคลื่อนตนเองเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด เครือข่ายเอดจ์ยังคงเดินหน้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เวอร์ทีฟมุ่งพัฒนา และนำเสนอระบบที่ให้ความเรียบง่าย องค์กรต่างๆ สามารถลงทุนได้ ในระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสำหรับการใช้งานของธุรกิจและผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ องค์กรจำนวนมากมีความพร้อมที่จะลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายเอดจ์ บนรูปแบบ archetypes เหล่านี้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน เวอร์ทีฟ เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกในการให้บริการผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อการใช้งานในศูนย์ข้อมูล เครือข่ายการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานทางพาณิชย์และอุตสาหกรรม” มร.จี โฮ หลิง รองประธาน ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด เวอร์ทีฟ เอเชีย กล่าว
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ เวอร์ทีฟ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่: http://www.VertivCo.com.
เกี่ยวกับเวอร์ทีฟ
เวอร์ทีฟ ออกแบบ ผลิต และให้บริการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้งานในศูนย์ข้อมูล เครือข่ายการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานทางพาณิชย์และอุตสาหกรรม เวอร์ทีฟ หรือชื่อเดิมคือ อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ รองรับตลาดโทรศัพท์มือถือและคลาวด์ คอมพิวติ้ง ที่กำลังเติบโตขึ้น โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นโซลูชั่นด้านการจัดการพลังงาน ความร้อน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีแบรนด์เรือธงได้แก่ Chloride®, Liebert®, NetSure™ และ Trellis™ ยอดขายประจำปีงบประมาณ 2559 คิดเป็น $4.4 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เวอร์ทีฟ: http://www.VertivCo.com
ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายเอดจ์ของเวอร์ทีฟ ร่วมกับ บริษัทที่ปรึกษาจากหน่วยงานอิสระ ร่วมกันคัดเลือกโครงการการใช้งาน network edge จากทั่วโลกมากกว่า 100 รายการ โดยแบ่งกล่มการวิเคราะห์ออกเป็น 24 หัวข้อ ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคปลายทางมากที่สุด สอดคล้องกับการเติบโตที่ตั้งไว้ และผลกระทบที่สำคัญของการทำงานและการเงิน
การวิจัย ยังศึกษาถึงปริมาณความต้องการงานของชุดข้อมูลศูนย์กลางสำหรับการใช้งานเครือข่ายเอดจ์ของแต่ละเคส และข้อกำหนดที่จำเป็นด้านศักยภาพ ความพร้อมใช้งานและความปลอดภัย โดยจะวิเคราะห์เฉพาะเจาะจงด้านสมรรถนะของการทำงาน รวมถึงเวลาในการใช้งาน ความพร้อม ความยืดหยุ่นและความปลอดภัย เช่น ความเข้มงวดของการเข้ารหัส การพิสูจน์อัตลักษณ์และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขณะเดียวกันยังวิเคราะห์ถึงความพร้อมที่ผสานกับแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่หรือใช้อยู่เดิม รวมทั้งการทำงานเชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ โดยพิจารณาจากจำนวนตำแหน่งที่ตั้งเครือข่ายเอดจ์ในเครือข่ายที่กำหนด
มร. แกรี่ นีเดอร์เพิม หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาของเวอร์ทีฟ กล่าวว่า "เป้าหมายหลักในการวิเคราะห์ครั้งนี้เพื่อช่วยให้หน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลเครือข่ายเอดจ์ของดาต้าเซ็นเตอร์และฮับข้อมูลได้เข้าใจถึงความต้องการของระบบนิเวศดิจิตอล โดยการระบุลักษณะเฉพาะและความต้องการใช้งานเครือข่ายเอดจ์ระดับสูงลงในการศึกษา เปรียบเทียบหาความคล้ายคลึงกันอันจะส่งผลให้ได้ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ให้ประโยชน์มากที่สุด"
การวิจัยระบุ 4 รูปแบบหลัก – 4 Archetypes ดังนี้:
- Data Intensive - หมายรวมถึงการใช้งานที่ข้อมูลไม่สามารถส่งผ่านหรือส่งผ่านอย่างไม่มีประสิทธิภาพจากเครือข่ายโดยตรงไปยังระบบคลาวด์หรือจากระบบคลาวด์ไปจนยังถึงจุดใช้งานได้ เนื่องมาจากปัญหาของปริมาณของข้อมูล ค่าใช้จ่าย หรือแบนด์วิธ ซึ่งจะเป็นกรณีตัวอย่างเช่น สมาร์ทซิตี้ (Smart Cities) สมาร์ทแฟคตอรี่ (Smart Factories) สมาร์ทโฮม/บิวดิ้ง (Smart Homes/Building) การส่งคอนเทนต์ความละเอียดสูง การประมวลผลขั้นสูง การเชื่อมต่อแบบจำกัด การใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง (virtual reality - VR) และระบบข้อมูลดิจิทอลในอุตสากรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ตัวอย่างผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น Amazon และ Netflix ที่ต้องจับมือกับผู้ให้บริการโคโลเคชั่น เพื่อขยายเครือข่ายการส่งมอบคอนเทนต์ความละเอียดสูงในลักษณะสตรีมมิ่งวิดีโอไปยังผู้บริโภคเพื่อลดต้นทุนและคุณภาพการบริการที่ไม่สะดุด
- Human-Latency Sensitive – หมายรวมถึงการใช้งานที่ให้บริการผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งหลักสำคัญอยู่ที่สปีดความเร็วนั่นเอง การส่งข้อมูลที่ล่าช้าสะดุด ส่งผลกระทบต่อประสบการณ์จากเทคโนโลยีของผู้ใช้ ย่อมส่งผลต่อยอดขายและกำไร ในส่วนนี้ครอบคลุมการสร้างการแข่งขันในสมาร์ทรีเทลเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) การสร้างประโยชน์สูงสุดจากเว็บไซต์ และการแปลงภาษาธรรมชาติ
- Machine-to-Machine Latency Sensitive – สปีดความเร็ว ที่เป็นตัวผู้กำหนดคุณลักษณะหลัก ครอบคลุมตลาดการเก็งกำไรและความเสียงด้านกำไร โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือสมาร์ทกริด (Smart Grid) สมาร์ท ซีเคียวริตี้ (smart security) การวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ การส่งคอนเทนต์ที่สะดุดน้อยที่สุด และการสร้างระบบปกป้อง เนื่องจากอุปกรณ์สามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่ามนุษย์ การประมวลผลและส่งข้อมูลช้าย่อมส่งผลกระทบสูงกว่า Human-Latency Archetype ตัวอย่างเช่น ความล่าช้าของข้อมูลในสินค้าโภคภัณฑ์ และการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ราคาผันผวนในเศษเสี้ยวของวินาที อาจทำให้ผลกำไรกลายเป็นขาดทุนได้
- Life Critical - หมายรวมถึงการใช้งานที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ ดังนั้น สปีดความเร็ว และความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด กรณีนี้รวมถึงการประมวลข้อมูลในระบบขนส่งอัจฉริยะ ระบบสุขภาพดิจิตอล รถยนต์อัจฉริยะไร้คนขับ (Connected/Autonomous Cars) หุ่นยนต์อัตโนมัติ และอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Drone) สำหรับยานยนต์ไร้คนขับต้องมีข้อมูลที่อัพเดทเสมอแม่นยำเพื่อทำงานได้อย่างปลอดภัย เช่นเดียวกับอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน ที่นำมาใช้สำหรับอีคอมเมิร์ซและการจัดส่งพัสดุภัณฑ์
“ในภูมิภาคเอเชีย องค์กรต่างๆ ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีเอดจ์ คอมพิวติ้ง ทุกประเทศในภูมิภาคขับเคลื่อนตนเองเข้าสู่ยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด เครือข่ายเอดจ์ยังคงเดินหน้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เวอร์ทีฟมุ่งพัฒนา และนำเสนอระบบที่ให้ความเรียบง่าย องค์กรต่างๆ สามารถลงทุนได้ ในระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสำหรับการใช้งานของธุรกิจและผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ องค์กรจำนวนมากมีความพร้อมที่จะลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายเอดจ์ บนรูปแบบ archetypes เหล่านี้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน เวอร์ทีฟ เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกในการให้บริการผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อการใช้งานในศูนย์ข้อมูล เครือข่ายการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานทางพาณิชย์และอุตสาหกรรม” มร.จี โฮ หลิง รองประธาน ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด เวอร์ทีฟ เอเชีย กล่าว
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ เวอร์ทีฟ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่: http://www.VertivCo.com.
เกี่ยวกับเวอร์ทีฟ
เวอร์ทีฟ ออกแบบ ผลิต และให้บริการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้งานในศูนย์ข้อมูล เครือข่ายการสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานทางพาณิชย์และอุตสาหกรรม เวอร์ทีฟ หรือชื่อเดิมคือ อิเมอร์สัน เนทเวอร์ค พาวเวอร์ รองรับตลาดโทรศัพท์มือถือและคลาวด์ คอมพิวติ้ง ที่กำลังเติบโตขึ้น โดยมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นโซลูชั่นด้านการจัดการพลังงาน ความร้อน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีแบรนด์เรือธงได้แก่ Chloride®, Liebert®, NetSure™ และ Trellis™ ยอดขายประจำปีงบประมาณ 2559 คิดเป็น $4.4 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เวอร์ทีฟ: http://www.VertivCo.com
Vertiv ระบุ 4 Edge Archetypes หลัก พร้อมข้อกำหนดด้านเทคโนโลยี
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
ข่าวเทคโนโลยี ไอที วิทยาศาสตร์ AI Android iOS HarmonyOS Windows Linux Internet Smart Phone Computer Application ฝากข่าวไอทีฟรี
- เปิดตู้โปรตีนยุคใหม่! NIA ชวนรู้จัก 3 อาหารนวัตกรรมสัญชาติไทย ทางเลือกใหม่ของสายเฮลธ์ตี้ ที่ไม่ได้มีแค่เนื้อ นม ไข่ (18,220 views)
- บีโอไอชู 4 ยุทธศาสตร์ยกระดับอิเล็กทรอนิกส์ไทย เผยลงทุน PCB-เซมิคอนดักเตอร์ทะยาน 1 ล้านล้านบาท (14,686 views)
- COLORFUL เปิดตัวเมนบอร์ด iGame X870E VULCAN W OC (14,784 views)
- COLORFUL เปิดตัวแล็ปท็อป Rimbook L1 Plus (14,687 views)
- Kioxia เปิดตัว SSD ระดับองค์กร PCIe ® 6.0 รุ่นแรกที่ใช้หน่วยความจำแฟลช BiCS FLASH™ รุ่นที่ 10 ล่าสุด (14,736 views)
- วันนี้ - 31 ก.ค. นี้ บราเดอร์ ชวนสายปริ้นเติมความคุ้มกลางปี กับโปรโมชันพิเศษ Ink Tank DCP-T230 ครบจบ 3-in-1 เพียง 3,490 (11,282 views)
- เสรีไฟฟ้า..กี่โมง นักวิชาการแจง กฏระเบียบ ขนาดสายส่ง และ โครงสร้างค่าไฟคือ 3 เรื่องสำคัญ (11,228 views)
- COLORFUL เปิดตัวเมนบอร์ด iGame B850I MINI OC V14 (11,503 views)
ผู้ใช้งานขณะนี้
กำลังดูบอร์ดนี้: ClaudeBot และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน
