เปิดอาณาจักรเส้นผม MCIC และแบรนด์ Dcash
กับกลยุทธ์ยุคใหม่รุกตลาด B2C เต็มตัว ปั้นรายได้ 1,500 ล้าน
กับกลยุทธ์ยุคใหม่รุกตลาด B2C เต็มตัว ปั้นรายได้ 1,500 ล้าน

นางสาวประภาวรินทร์ สฤษฏ์เลิศธรสิน OEM Manager บริษัท โมเดิรน์คาส อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ MCIC Group อาณาจักรความงามด้านเส้นผมรายใหญ่ของประเทศ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2525 หัวหน้าครอบครัวสฤษฏ์เลิศธรสิน เริ่มทำธุรกิจขายน้ำยาดัดผมในซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 และขยายไปถึงแขวงคลองตัน จนเป็นที่รู้จักของร้านค้าและร้านเสริมสวยในย่านนั้น ก่อนจะก่อตั้งเป็นบริษัท พร้อมกับการสร้างแบรนด์ Dcash Professional ขึ้นมาในปี 2538
"ตอนนั้นแบรนด์ Dcash จะเน้นทำผลิตภัณฑ์สีผมส่งตามซาลอนเป็นหลัก ดังนั้นในยุคสมัยนี้บางคนอาจไม่รู้จัก Dcash ในแบบสินค้าที่ใช้กันได้เอง แต่จะมองว่าสินค้าอย่าง ครีมย้อม ครีมยืด ครีมดัด เป็นของที่ใช้ตามร้านทำผมเสียส่วนมาก ตอนนี้เราจึงพยายามปรับภาพลักษณ์ และสร้างกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการเข้าหาลูกค้า end-consumer มากขึ้น ซึ่งไทม์มิ่งหลังสถานการณ์โควิดมีการเปลี่ยนแปลงที่สร้างผลบวกให้กับเราอย่างมาก ทั้งด้านเทรนด์ผมและพฤติกรรมของผู้บริโภค"

"ปัจจัยที่ทำให้เทรนด์เรื่องผมกลับมาอยู่ในโฟกัส คือการที่คนใส่หน้ากากมีการดูแลใบหน้าน้อยลง และหันมาดูแลเรื่องเส้นผมกันมากขึ้น บวกกับคนยุคใหม่เปิดรับเทรนด์สีผมที่ต่างไปจากเดิม มีการทำสีแฟชั่น มีการเสิร์จหาวิธีทำสีด้วยตัวเองที่บ้าน ซึ่งพอเรื่องสีผมเข้ามาอยู่ในความสนใจของคน อีกผลิตภัณฑ์ที่เติบโตตามกันไปคือกลุ่ม hair care ที่ช่วยบำรุงเส้นผมในขณะทำสี" นางสาวประภาวรินทร์ กล่าวพร้อมให้ความมั่นใจเสริมว่าผลิตภัณฑ์ที่ MCIC วิจัยและพัฒนามาเป็นอย่างดี จะตอบความต้องการของผู้บริโภคได้แน่นอน
โดยในหัวข้อนี้ นางสาวนาฏสินี เชมนะสิริ International Business Development Manager บริษัท โมเดิรน์คาส อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติคส์ จำกัด ได้ให้ข้อมูลว่า Dcash เป็นแบรนด์ที่อยู่ในวงการแฟชั่นสีผมมานานกว่า 40 ปี และเติบโตควบคู่กับการที่มีทีม R&D ที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ที่สร้างเส้นผมสุขภาพดีเหมาะกับคนเอเชีย รวมถึงมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่แบ่งกลุ่มชัดเจน สำหรับการขายในกลุ่ม end-consumer และกลุ่ม salon shop

"จุดแข็งของบริษัทคือความพร้อมด้านการผลิต แต่ละไลน์ผลิตภัณฑ์จะมีทีม R&D ที่เชี่ยวชาญเฉพาะคอยดูแล มีความปลอดภัยในโรงงานที่ได้มาตรฐานสากล GMP ซึ่งนอกจากการพัฒนาสินค้ากันภายในแล้ว เรายังคอยพูดคุยกับ supplier ผู้ผลิต raw material รวมไปถึงทีม packaging ในลักษณะ Co project เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดี ใช้งานง่าย และแตกต่างจากในตลาด ตอบโจทย์ครอบคลุมตลาด B2B และ B2C ทั้งในและต่างประเทศ" นางสาวนาฏสินี กล่าว
นอกจากนี้ MCIC Group ยังมีธุรกิจย่อยที่ตอบโจทย์ mass market และกำลังโตเติบในตลาดความงามต่อเนื่อง ทั้ง LIFEFORD PARIS แบรนด์เครื่องสำอางกลุ่ม make up เน้นเป้าหมายมหาวิทยาลัยถึงวัยทำงาน บรรจุภัณฑ์เรียบหรู มีสินค้ายอดนิยมคือ eye liner ที่ได้รับรางวัล 3 ปีซ้อน และ X-Cute Me แบรนด์ personal care เจาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นถึงวัยทำงานตอนต้น มีจุดขายบรรจุภัณฑ์ดีไซน์น่ารักและสินค้าสบู่อาบน้ำ แชมพูสมุนไพร ทรีตเมนต์ ฯลฯ ในราคาย่อมเยา

"MCIC มีรายได้เติบโตคงที่ประมาณ 10% ต่อปี แต่แนวโน้มในปี 2565 ตั้งแต่ครึ่งปีหลัง รวมถึงในปีหน้า เราคาดหวังถึงการเติบโตที่ 30-40% จากการตอบสนองต่อปัจจัยด้านตัวผู้บริโภค ด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่มีดีไซน์ใช้งานง่ายและมีการขยายช่องทางการซื้อครอบคลุม ทั้งตาม modern trade และ local modern trade รวมถึงทางออนไลน์ในเว็บไซต์และอีคอมเมิร์ซที่เข้าถึงง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งเมื่อมีช่องทางเพิ่ม มีผู้ใช้เพิ่ม บริษัทจึงมีรายได้มากขึ้นตามไปด้วย" นางสาวประภาวรินทร์ กล่าว
ปัจจุบัน MCIC Group มีรายได้ต่อปีประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าของตลาดความงามด้านเส้นผมในไทย 40,000 ล้านบาท MCIC ต้องแข่งขันกับแบรนด์เกิดใหม่ ทั้งผู้ขายในประเทศและแบรนด์สินค้านำเข้า โดยนอกจากตลาดในประเทศแล้ว MCIC ยังต้องมองโอกาสการทำตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม CLMV รวมถึงตลาด OEM ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งหากรวมกับธุรกิจเครื่องสำอางที่กำลังกลับมา OEM Manager คาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถทำรายได้ถึง 1,500 ล้านบาท ในปี 2566

ฝั่ง นางสาวนาฏสินี ได้เสริมถึงด้านตลาดต่างประเทศ โดย MCIC มีการขยายไปประมาณ 7 ประเทศทั่วโลก และเป็นผู้นำทางตลาดกัมพูชา พม่า และลาว โดยเน้นผลิตภัณฑ์เส้นผม รวมถึงผลิตภัณฑ์กลุ่มฟอกขนในส่วนสินค้าแบรนด์ X-Cute Me Simply ซึ่งหลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายและประเทศเริ่มเปิด MCIC จะมุ่งเน้นขยายตลาดเพิ่มไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงมุ่งเน้นทางกลุ่มตะวันออกกลางมากขึ้นภายใน 3-5 ปี
นอกจากนี้ สำหรับความเคลื่อนไหวด้านตลาดความงามในประเทศ MCIC จะเข้าร่วมงานแสดงสินค้า เพื่อธุรกิจความงามระดับโลก "Cosmoprof CBE ASEAN 2022" วันที่ 15-17 กันยายน 2565 นี้ ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีการขึ้นเวทีสาธิตผลิตภัณฑ์แชมพูย้อมสีผมสีแฟชั่นจาก Dcash ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภค รวมถึงมีการสาธิตเทคนิคการย้อมสีผมด้วยตัวเอง และจัดแสดงบรรจุภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มสีย้อมผมจากสารสกัดธรรมชาติที่ใช้แล้วสบายหัวไม่คันหนังศีรษะ โดยเน้นตอบโจทย์ end-consumer มากขึ้น
